Make your own free website on Tripod.com
บทความพิเศษ "เจี๊ยบ เบญจพร"สู่"ลูกทุ่งหญิงใต้"

แม้จะไม่เคยผ่านการประกวดร้องเพลงเวทีไหนมาก่อน แต่ "เจี๊ยบ"เบญจพร ก็อาศัยการฝึกฝนการร้องเพลงจนฟันฝ่าไต่อันดับเป็นสาวลูกทุ่งคนใต้ชั้นแนวหน้าคนหนึ่ง อาจจะด้วยสายเลือดศิลปินที่มาจากพ่อซึ่งเป็นนักแต่งเพลง เลยทำให้สาวใต้คนนี้สืบสานมรดกไทยอย่างที่ใจปรารถนา
แต่กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ "เจี๊ยบ-เบญจพร" ต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง ลองมาฟังเรื่องราวของเธอกัน


เจี๊ยบเป็นคนที่ไหน ?

เจี๊ยบ - " เป็นคนบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานีค่ะ ตอนเด็กๆ พ่อมีอาชีพช่างตัดผม แม่เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้า พ่ออายุ งกว่าแม่ถึง 13 ปี ตอนแต่งงานกันใหม่ๆ แม่ไม่ได้รักพ่อ เพราะพ่อไม่หล่อ ปากแหว่ง แต่ทำงานเก่ง เป็นเจ้าของร้านตัดผม ตอนนั้นบ้านแม่ยากจน เมื่อพ่อชอบแม่และมาสู่ขอผู้ใหญ่ก็เลยยกให้มาช่วยกันทำมาหากิน ตอนที่แม่ท้องเจี๊ยบได้ 7 เดือน แม่เกือบจะเสียเจี๊ยบไปเพราะแม่ตกเลือด หมอแนะนำให้ทำแท้ง เพราะถ้าอยู่จนถึงคลอดเด็กจะพิการ แต่พ่อไม่ยอม อยู่มาจนครบกำหนดคลอด พอคลอดออกมากลับไม่เป็นอย่างที่หมอบอก เพราะเจี๊ยบตัวใหญ่หนักถึง 4,200 กรัม และก็แข็งแรง ผิดจากที่หมอคาดไว้ ซึ่งหมอก็งง แถมคุณหมอยังตั้งชื่อให้ด้วย ซึ่งก็คือชื่อของเจี๊ยบในปัจจุบัน"

ชีวิตในวัยเด็กเป็นอย่างไรบ้าง?

เจี๊ยบ - " ก็เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่น เพราะมีพ่อ แม่ น้อง และปู่ย่าอยู่ในบ้านเดียวกัน เป็นครอบครัวใหญ่ แต่เด็กๆ เจี๊ยบจะไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ เพราะกลางวันแม่ไปเย็บผ้าโหล พ่อก็ไปเปิดร้านตัดผม กว่าจะกลับก็เย็น ส่วนเราจะถูกเลี้ยงจากปู่ย่า จนป. 5 พ่อก็แยกครอบครัวออกมาอยู่กันเองที่ตลาดเกษตร ในตัวเมืองสุราษฎร์ฯ พ่อก็ตัดผม ส่วนแม่ขายข้าวแกง ตรงนั้นจะเป็นท่ารถ มีคนพลุกพล่าน ย้ายออกมาอยู่กันเองมาเช่าบ้านเป็นห้องแถวก็ลำบากอีก แม่จะตื่นตั้งแต่ตี 3 เพื่อเตรียมทำกับข้าวขาย แต่เราจะตื่นประมาณตี 4 เพื่อลงไปช่วยขายของ ชีวิตตอนนั้นจะหนื่อยจะหนักและไม่ชอบเลย เพราะว่าตอนที่แม่ลงมาเตรียมทำกับข้าวเราก็ยังนอนอยู่ น้ำแกงเดือดๆ ที่แม่ทำ มันจะฟุ้งไปทั้งบ้าน เจี๊ยบนอนอยู่ชั้น 2 บ้านเป็นพื้นไม้ กลิ่นแกงจะติดตัว มันเหมือนเรานอนอยู่ในหม้อกับข้าว ด้วยความที่เป็นเด็กก็เกลียดถึงขนาดคิดว่า เราจะเรียนให้สูงๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องมาขายข้าวแกงแบบนี้อีก ซึ่งจะผิดกับทุกวันนี้ที่ถ้าเราได้กลิ่นจะชอบมากๆ เพราะมันทำให้เราคิดถึงความหลัง และถ้ามีเงินก็อยากจะเปิดร้านขายอีก"

พ่อเป็นช่างตัดผม แล้วมาเป็นนักแต่งเพลงได้อย่างไร ?

เจี๊ยบ - " พ่อจะทั้งตัดผมและก็แต่งเพลงด้วย ความจริงก่อนที่จะเป็นนักแต่งเพลง พ่อฝันจะเป็นนักร้อง แต่วิถีชีวิตของแกไม่ได้แบบนั้นจึงหันไปเป็นนักแต่งเพลงแทน ตอนนั้นถือว่ามีชื่อในระดับหนึ่ง เพราะได้มาแต่งเพลงให้นักร้องใต้หลายคน แต่คนก็รู้จักไม่มาก มาเริ่มดังตอนทำนักร้องอย่างเช่น สุดรัก อักษรทอง หรือ คม เมืองนคร เรียกว่าใครร้องเพลงเพราะ เอาเพลงพ่อไปร้องก็จะดัง แต่ชีวิตก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย"

ส่วนตัวตอนนั้นสนใจวงการเพลงหรือยังเพราะพ่อเป็นถึงนักแต่งเพลงดัง ?

เจี๊ยบ - " ยังเลย มีแต่ความคิดว่าเห็นพ่อทำงานแล้วก็เหนื่อยแทน เพราะพ่อทำงานหนัก และจะมีคำพูดดีๆ สอนลูกตลอด โดยจะสอนเราด้วยการแต่งไปในเพลง เป็นการสอนเราไปในตัว ซึ่งตอนที่พ่อเขียนเราก็ได้เห็น ได้ฟังตลอด พ่อจะเป็นคนที่แต่งเพลงตามยุคสมัย แต่ไม่แต่งเพลงประเภท 2 แง่ 3 ง่าม หรือเรื่องที่ล่อแหลม ตอนนั้นเจี๊ยบคิดอย่างเดียวว่า จะเรียนให้สูงๆ พอจบก็จะค้าขายหรือไม่ก็จัดรายการวิทยุ ไม่ได้คิดจะร้องเพลง เพราะเสียงเราแหบๆ ห้าวๆ ไม่น่าฟัง"

" ต่อมา ร้านข้าวแกงอยู่ไม่รอด ตอนนั้นเจี๊ยบจบป. 6 พอดี พ่อก็เลยตัดสินใจพาครอบครัวไปตายเอาดาบหน้า เข้ามาอยู่กรุงเทพฯ โดยขายทุกอย่างที่มีอยู่ เข้ามาเช่าบ้านอยู่ย่านราษฎร์บูรณะ โดยพ่อไปสมัครเป็นช่างตัดผม ส่วนแม่อยู่บ้าน พับถุงขาย ตัดขี้ด้ายบ้าง มาอยู่กรุงเทพฯ ยิ่งลำบากไปอีก เพราะเงินหายาก บางวันต้องซื้อข้าวสารทีละ 7 บาท จากนั้นก็เอามาต้มเพื่อให้ได้ปริมาณเยอะขึ้นก็กินกันทั้งบ้าน หรือไม่ก็เอามาม่าต้มใส่ข้าวเพื่อให้กินเป็นกับไปในตัว แต่กรรมก็ยังตามมาอีก เมื่อวันหนึ่งขณะที่พ่อทำงานที่ร้านเพื่อนที่เป็นช่างด้วยกันก็ชวนกินเป๊ปซี่ พ่อดูดเข้าไปก็หลับเลย พอตื่นขึ้นมาพระเลี่ยมทองหายไป จับมือใครดมไม่ได้ พ่อเดินโซซัดโซถึงบ้านด้วยอาการน้ำลายฟูมปาก ตอนนั้นครอบครัวเรากลัวมากว่าทำไมคนกรุงเทพฯ โหดร้ายกับเราแบบนี้ พ่อก็มักจะพูดว่าให้พวกเราอดทน ชีวิตเป็นแบบนี้อยู่เกือบปีก็มีอันพลิก คือ เพลง " ทหารเกณฑ์ไปกอง" ซึ่งเป็นเพลงที่พ่อแต่งให้พี่ แอ๊ว-ยอดรัก สลักใจ ร้อง เกิดดังขึ้น และเป็นช่วงที่พี่แอ๊วกำลังแรง ทำให้เพลงนี้ดังมากๆ พอดังก็มีคนมาให้พ่อแต่งเพลงเยอะ รายได้ก็ดีขึ้น เริ่มจะมีเงิน ช่วงนั้นเริ่มที่จะเข้ามาเกี่ยวกับเพลง คือมาช่วยพ่อแต่งเพลงบ้าง มาช่วยห่อแผ่นเสียงเพื่อส่งให้กับนักจัดรายการวิทยุต่างจังหวัดบ้าง อยู่เบื้องหลังอย่างเดียว พอชีวิตดีขึ้นเราก็ได้เรียนต่อสูงขึ้น ซึ่งขณะที่เรียนเจี๊ยบชอบทำกิจกรรมและเป็นคนที่รำสวยมาก จนเรียนจบปวช.ที่ตั้งตรงจิตพณิชยการ ก็ลงเรียนต่อที่ม.รามคำแหง คณะรัฐศาสตร์ ตอนนั้นเริ่มเป็นสาว พ่อจะพูดเสมอว่า กว่าจะส่งให้เจี๊ยบเรียนได้พ่อต้องทำงานหนักขนาดไหน ถ้าหากเจี๊ยบทำให้ครอบครัวผิดหวัง พ่อจะไม่ตีลูก แต่จะไปกระโดดสะพานพุทธตาย เราก็เลยกลัวพ่อ เขาจะพูดทุกวัน"

แล้วมาเรียนรามฯ เป็นอย่างไรบ้าง ?

เจี๊ยบ - "มาเรียนก็เหมือนเริ่มจะใจแตก อยากเป็นตัวของตัวเอง เพราะที่บ้านเริ่มจะโอเคแล้ว มีเงินไปดาวน์บ้านหลังใหม่ และเป็นช่วงที่เราติดเพื่อนมาก ก็ย้ายมาเช่าหออยู่กับเพื่อน เรียนไปด้วยลงทุนเปิดร้านขายกางเกงยีนส์กับเพื่อนที่หน้ารามฯ พอขายของก็สนุก เริ่มไม่ไปเรียนและไม่ค่อยกลับบ้าน อยากโต เราเป็นวัยรุ่นกำลังแรง หลงแสงสี พอมีเงินก็ไปร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดผับที่ริมคลองประปา เริ่มมีคนมาจีบ ชีวิตสนุกมาก ทำงานหาเงินได้ก็เลยเลิกเรียนไปเลย เปิดร้านได้ 4-5 ปี หลังๆ เริ่มไม่ดี เงินขาดมือ ก็ไปหยิบยืมจากพ่อ ครั้งละ 3 หมื่นบ้าง 5 หมื่นบ้าง รวมแล้วเป็นแสน เริ่มรู้สึกว่าเราผิดที่ไม่เชื่อฟังพ่อ มีวันหนึ่งพ่อมาตามและบอกว่าจะลงใต้ จะไปเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลงกับพี่เอก(เอกชัย ศรีวิชัย) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ ก็เลยตัดสินใจไปกับพ่อเพราะผิดหวังจากความรัก ระหว่างนั่งรถ พ่อก็พูดว่าลองคิดดูว่าอายุก็เยอะแล้ว( 25 ปี) แต่ยังเรียนไม่จบเลย พ่อไม่ห้ามเรื่องแฟน เราก็ยังไม่ได้พูดว่าอะไร พอไปถึงวงพี่เอก พี่เอกด่าเลย ทำอะไรอยู่ทำไมไม่มีความคิด และก็พูดถึงความยากลำบากของพ่อแม่ ว่าเราสนุกไปหรือเปล่า ถ้าจะเรียนก็ไปเรียนหรือถ้าจะอยู่กับแกก็ได้ พี่เอกเลยเข้าไปคุยกับพ่อและบอกว่า อาจารย์ผมดูแลเอง พ่อก็ตามใจพี่เอก"

ตอนนั้นอยู่กับ "เอกชัย ศรีวิชัย" ทำอะไร ?

เจี๊ยบ - " แรกๆ ก็ช่วยงานทั่วไป แต่ต่อมาก็หัดให้ร้องเพลง โดยเพลงที่ร้องคือ เพลง "หัวแตก" ของฌามา พอร้องก็อัดเทปกับค่ายเมโทรชุดแรกชื่อ "หัวแตก" เจ๊งเลย แต่ถึงเพลงไม่ได้เงินและไม่มีใครรู้จัก แต่ก็เริ่มสนุก แรกๆ ขึ้นเวทีสั่นมาก แต่หลังๆ โอเคเพราะได้ฝึกจากพี่เอก ต่อมาก็ทำชุด "สาวเทคนิค" เอาเพลงฌามามาร้องอีก แต่เป็นสไตล์ลูกทุ่ง ชุดนี้ประสบผลสำเร็จ คนรู้จัก "เจี๊ยบ เบญจา" ซึ่งเป็นชื่อในตอนนั้น เดินสายกับพี่เอกจนพรุนในภาคใต้ ตอนนั้นพ่อมีความสุขมาก มาหาที่วง มานั่งร้องไห้เพราะภูมิใจที่เราทำได้ รับผิดชอบกับชีวิต และมาทำในสิ่งที่แกรักโดยที่แกไม่เคยคิดว่าเราจะทำได้ ตอนนั้นเจี๊ยบทั้งร้องเพลงและเอาวีซีดีของตัวเองมาขายหน้าเวที จนมีเงินส่งให้ที่บ้านเดือนละ 3 หมื่นบาท ต่อมาพี่เอกมีปัญหากับผู้จัดการเลยหยุดวง เราก็โดดเดี่ยว แต่ก็ยังมีเงินเอาไปเปิดร้านกับเพื่อนในแบบเพื่อชีวิต กลางวันทำเรื่องลิขสิทธิ์กับพ่อ กลางคืนไปช่วยที่ร้านและขึ้นร้องเพลงบ้าง ต่อมาเฮียจั๊ว(เกรียงไกร เชษฐโชติศักดิ์) พูดกับพ่อซึ่งตอนนั้นทำงานให้อาร์สยาม ชวนให้เจี๊ยบมาทำเพลงแนวใต้ พ่อเลยเอาเพลงชุด " อายเจ้าสาว " ที่อัดไว้ไปเสนอ เฮียฟังแล้วชอบให้เซ็นสัญญา 5 ปี และเปลี่ยนชื่อเป็น "เบญจพร" ที่ดีใจที่สุดคือพ่อ เพราะแกไม่คาดคิดมาก่อน"

อัลบั้มแรกที่ทำกับอาร์สยามผลตอบรับดีมั้ย ?

เจี๊ยบ - "( หัวเราะ) หลังเทปชุดนี้วางแผง 3 เดือนแรก ยอดเทปไม่กระดิกเลย แต่อยู่ๆ วันหนึ่งยอดมันเข้ามาได้ไงไม่รู้ คิดว่าน่าจะเป็นที่ความแปลก เพราะตลาดใต้ตอนนั้นนักร้องหญิงมีคนเดียว คือ ดวงจันทร์ สุวรรณี สไตล์หวานๆ แต่ของเจี๊ยบเป็นแบบโจ๊ะๆ ห้าวมากเลย พอเพลงเริ่มดัง ก็มีงานโชว์ตัวบ่อย มีรายได้เพิ่ม มีเงินไปดาวน์รถและใจก็เริ่มรักแล้ว ต่อมา ออกอัลบั้ม "แพ้คนสวยกว่า" แต่ชุดนี้มีปัญหาลิขสิทธิ์ เพลงไม่ได้ออกอากาศ เหตุผลคือพ่อเจี๊ยบแต่งเพลงให้เจี๊ยบร้องบริษัทโปรโมต แต่พ่อเอาลิขสิทธิ์เพลงไปให้อีกบริษัทหนึ่งจัดเก็บ เพราะเป็นบริษัทเพื่อนพ่อ พ่ออยากช่วยเพื่อน ส่วนพี่เณร(ศุภชัย นิลวรรณ) บอสอาร์สยามหนักใจมาก เพราะทุกคนที่ซื้อคาราโอเกะเจี๊ยบถูกจับ จนสุดท้ายมีการคุยกันอย่างเปิดอกถึงได้รู้ปัญหา และตกลงสู้ทำเพลงกันต่อแล้วก็เกิดอัลบั้มล่าสุด "ลูกไก่ในใจเธอ" มีเพลง "หลง" เป็นเพลงใต้ร่วมสมัย เป็นเพลงกลางๆ ขายคำใต้นิดๆ คนอีสานก็ชอบเพราะเป็นเมโลดี้อีสานทำให้ประสบผลสำเร็จ"

ทุกวันนี้คิดว่าประสบผลสำเร็จหรือยัง ?

เจี๊ยบ - " สำหรับเจี๊ยบคิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาตั้งนานแล้ว ซึ่งเราไม่เคยหวังมาก่อน สิ่งที่อยากทำก็คือการร้องเพลง ทำให้พ่อและพี่เอกภูมิใจ จากสาวรามฯ ใจแตกเปิดผับขายเหล้าเอาตังค์พ่อ กลายเป็นคนที่มีความคิด รับผิดชอบและที่แน่ๆ คือทำหน้าที่แทนพ่ออยู่ เจี๊ยบคิดว่าต่อไปเจี๊ยบจะทำงานอยู่ในวงการนี้ไปเรื่อยๆ อยากให้พ่อมีความสุข อยากให้หลายคนได้สิ่งดีๆ ไปจากเจี๊ยบ กล้าพูดได้เลยว่าเจี๊ยบไม่เคยคิดอิจฉาหรือหวงวิชา หรือคิดว่าจะเด่นกว่าใคร อยากได้อะไรต้องให้เขาก่อน แล้วเราจะได้รับในสิ่งนั้นกลับมา คิดดีทำดี อยู่ที่ไหนก็เจริญ โชคดีมากที่เราได้ทำในสิ่งที่ไม่คาดฝัน อยากทำสิ่งดีๆ ตอบแทนแฟนเพลง เจี๊ยบภูมิใจในความเป็นนักร้องใต้มากเพราะยากมากที่จะขึ้นมาเป็นที่นิยม ซึ่งคนใต้เขารักใครเขาก็จะรักมากเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ตอนนี้ที่ภูมิใจที่สุดคือการที่ได้ทำงานเหมือนได้สืบสานให้พ่อ ตอนนี้พ่อเจี๊ยบมีความสุขมาก เขาจะเดินสายไปกับเจี๊ยบ มองลูกเหมือนมองตัวเอง เพราะเขาอยากเป็นนักร้องแต่เขาทำไม่ได้ เราก็ภูมิใจกับตรงนี้ พ่อจะพูดว่าทุกวันนี้ดีใจ เกินฝัน ได้ทำสิ่งที่ดีให้กับแผ่นดินเกิด ได้เป็นนักแต่งเพลง ได้เล่าความเป็นมา และที่สุดได้สืบสานศิลปวัฒนธรรมเพลงลูกทุ่งซึ่งเป็นมรดกของไทย และสิ่งที่เกินฝันคือเจี๊ยบเป็นศิลปิน ทุกเวทีพ่อจะให้เจี๊ยบพูดว่าทุกคนที่อยากเป็นนักร้องดูตัวอย่างพี่เจี๊ยบนะว่าไม่เคยประกวด แค่ว่าร้องเพลงได้แต่ไม่ใช่ว่าร้องดี ทุกอย่างต้องฝึกฝน ความตั้งใจเป็นสิ่งแรกซึ่งจะก่อให้เกิดสิ่งมหัศจรรย์ขึ้น" เหมือนที่ " เจี๊ยบ-เบญจพร" ประสบมาแล้ว

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสด